
ตั้งวงเล่า
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
Tell a story Center
By Chiang Rai Rajabhat University
นักศึกษาสาขาการจัดการภูมิปัญญาและทรัพยากรทางวัฒนธรรม
ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
การศึกษาดูงานของนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการภูมิปัญญาและทรัพยากรทางวัฒนธรรม
เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย
พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง มี Concep (แนวคิด) และContent(เนื้อหา) ที่แตกต่างกัน เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธ์ ที่แสดงถึงชาติพันธุ์ต่างๆ นำเสนอวิถีชีวิต วัฒนธรรม การต่อสู้ของผู้คน ทำให้บุคคลเหล่านั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมา หรือ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ที่จัดแสดงสิ่งของท้องถิ่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง หรือมีความเก่าแก่ของวัตถุ แต่แสดงคุณค่าทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต เรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่นในสมัยใดสมัยหนึ่ง เช่น เครื่องใช้ของชุมชนไทเขิน ช้อนใส่ร้องเท้าของชาว เมียนมาร์ที่ทำจากงาช้าง ภาชนะของชาวบ้านที่ใช้อยู่ในเชียงตุง ที่ขูดฝิ่นของกลุ่มชาติพันธ์ เป็นต้น การนำเสนอการจัดแสดงวัตถุอาจไม่ใช่โบราณวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ทั้งในด้านเนื้อหา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมและชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นซึ่งเป็นตัวกำหนดประเภทของวัตถุที่จะนำมาจัดแสดง

ภาพที่ ๑ ลักษณะของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
บทบาทหน้าที่ของ พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ และห้องสมุด
พิพิธภัณฑสถาน หรือ พิพิธภัณฑ์ เป็นอาคารหรือสถาบัน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเก็บรักษาวัตถุที่มนุษย์ทำขึ้น ทั้งในรูปแบบของโบราณวัตถุ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ โดยมีจัดแสดงให้ผู้คนสามารถเข้าชมได้ถาวร หรือจัดแสดงชั่วคราว พิพิธภัณฑสถานมักจะให้บริการแก่สาธารณชน เพื่อประโยชน์ในการศึกษา สันทนาการ แสดงความภูมิใจของท้องถิ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยมีผู้ดูแลพิพิธภัณฑสถาน เรียกว่า ภัณฑารักษ์
พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน มีทบบาทในการบริการแก่ชุมชน เป็นสถานที่ให้ความรู้ความสนุกเพลิดเพลิน และมีความโดดเด่นในฐานะทีเป็นกลไกสำคัญของการศึกษานอกระบบ ซึ่งพิพิธภัณฑ์มีหน้าที่คือ การรวบรวมวัตถุหรือสิ่งของ ตรวจสอบและแยกแยะประเภทเพื่อกำหนดอายุ แบบสมัยซึ่งเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ การทำบันทึกหลักฐานการทำทะเบียนวัตถุถือเป็นงานที่สำคัญเพื่อให้วัตถุไม่สูญหายหรือเกิดการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ และเป็นหลักฐานทางวิชาการเพราะทะเบียนวัตถุ เพราะทะเบียนเป็นการแสดงถึงที่มีของวัตถุ มีการแยกแยะประเภท กำหนดอายุสมัย ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการศึกษาค้นคว้า วิจัย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ซ่อมสงวนรักษาวัตถุ รักษาความเสื่อมชำรุดตามสภาพเวลาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม จัดแสดงนิทรรศการให้แก่ประชาชนที่สนใจ ร่วมถึงการให้การศึกษาแก่คนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย พิพิธภัณฑสถานยังมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่เป็นสถานที่เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงสิ่งของ แต่เป็นการให้ประสบการณ์และมีการโต้ตอบแก่ผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หรือ พิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยมีการจัดเก็บสิ่งของประเภทต่างๆจำนวนมากและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน โดยทั้งแบบถาวรและชั่วคราว เพื่อการหมุนเวียนงานแสดงได้อย่างหลากหลาย
จดหมายเหตุ เป็นคำเรียกในภาษาไทยที่ตรงกับคำเรียกในภาษาอังกฤษว่า archives คำๆ นี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่แปลว่า “เอกสาร” ที อาร์ เชลเลเบิร์ก (T.R. Schellenburgs) นิยามความหมายของจดหมายเหตุว่า “เอกสารของสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนและหน่วยงานดังกล่าวพิจารณาว่า เอกสารกล่าวมีคุณค่าอย่างถาวร ได้รับการจัดเก็บเพื่อการอ้างอิงเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและวิจัย” (Sir Hillary Jenkinson) นักจดหมายเหตุชาวอังกฤษกล่าวว่า“เอกสารจดหมายเหตุเป็นเอกสารที่เกิดจากการทำงาน และสะสมตาม ธรรมชาติของเอกสาร จากนั้น ได้รับการจัดเก็บเป็นระยะๆ” จดหมายเหตุ ต้องเกี่ยวข้องกับการงานสารบรรณ และประเมินคุณค่า ที่ไม่เพียงแต่มีการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ หรือการทำลาย แต่ยังต้องอำนวยความสะดวกในการค้นคืนด้วย หากจะสรุปความหมายของ archives ที่ใช้กันในปัจจุบัน คำนี้สามารถแปลความได้ 3 ประการ ได้แก่ ความหมายแรก คือ พื้นที่ หรือ ห้องที่ใช้ในการเก็บเอกสาร ความหมายที่สอง คือ หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเอกสารที่มีคุณค่าขององค์กร หรือที่เรียกว่า หอจดหมายเหตุ หรือหน่วยจดหมายเหตุ และความหมายที่สาม คือ เอกสารที่มีรูปแบบต่างๆ หรืออาจเรียกว่า “archival material”
จดหมายเหตุ ไม่ได้หมายถึงเอกสารทุกชิ้นที่สร้างขึ้นในกระบวนการทำงาน แต่จดหมายเหตุจะต้องมีลักษณะบางประการ ที่เหมาะสมแก่การจัดเก็บและอนุรักษ์ สำหรับการใช้งานในอนาคต สมสรวง พฤติกุล ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะของจดหมายเหตุไว้ดังนี้
“เอกสารต้นฉบับ ตัวจริง” อันหมายถึง เอกสารเก่า หรือเอกสารประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นฉบับและมีคุณค่าในการจัดเก็บเอกสารอย่างถาวร เช่น เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประวัติการสร้างถนนราชดำเนิน ที่ได้รับการรวบรวมตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ “สมุดจดหมายเหตุ” (log book and journal) ของกรมหลวงชุมพรฯ ในสมัยที่เรียนโรงเรียนนายเรือที่อังกฤษ
“เอกสารที่มีคุณค่าต่อเนื่อง” แสดงว่า เอกสารดังกล่าวคงคุณค่าโดยตลอด เพื่อการศึกษาและวิจัยหรือใช้เป็นหลักฐาน
“เอกสารที่เป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ” เกิดจากการบันทึกเหตุการณ์ เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ งานพิธีพระราชทานเพลิงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยบุคลากรของสำนักหอจดหมายเหตุ ได้รวบรวมเอกสาร ประมวล เรียบเรียงแล้วนำมาจัดพิมพ์เป็นเล่มและตัวอย่างของการกำหนดขอบเขตของจดหมายเหตุ จะเป็นตัวกำหนดการดำเนินงานของหอจดหมายเหตุ แต่ละแห่งให้แตกต่างกัน ขนิษฐา วงศ์พานิช ย้ำถึงประเด็นนี้ “หอจดหมายเหตุของแต่ละหน่วยงาน/องค์กร จะมีเอกสารไม่ซ้ำกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดวิธีการจัดหาเอกสารจดหมายเหตุ การจัดหาเอกสารด้วยการสำเนาไมโครฟิล์มชนิดต่างๆ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติไปเก็บรักษา ไม่น่าจะเป็นการจัดหาจดหมายเหตุ” ในที่นี้เราอาจสรุปรูปแบบที่มาของจดหมายเหตุได้เป็น 2 ประเภท คือ
In-house archives เป็นงานจดหมายเหตุที่เน้นการจัดเก็บเอกสาร ที่เกิดขึ้นจากการทำงานตามหน้าที่หรือพันธกิจของหน่วยงาน
Collecting archives เป็นงานจดหมายเหตุที่เน้นการรวบรวม/จัดหาเอกสารจดหมายเหตุมาจัดเก็บโดยมีลักษณะเหมือนการทำงานของบรรณารักษ์ ที่มีการคัดเลือกและจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน หรือสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
หอจดหมายเหตุ คือ ที่เก็บเอกสารการประเมินงาน เอกสาร กระดาษ เช่น มหาวิทยาลัยเก็บเอกสารจำนวนหนึ่งและเอกสารที่ยังมีคุณค่า ดังนั้นเขาจึงดำเนินการเก็บรักษาไว้ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกทำลายไป หรือว่าเอกสารที่มีค่าจะถูกกักเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ดูแลทำความสะอาดอย่างดี หอจดหมายเหตุจะเก็บเอกสารแตกต่างจากหอสมุด หอสมุดหากต้องการได้เอกสารก็สามารถเดินไปค้นหาได้อย่างสะดวก แต่หอจดหมายเหตุหากต้องการเอกสารจะต้องแจ้งต่อนักจดหมายเหตุ และรอให้นักจดหมายเหตุดำเนินการค้นหา หยิบมาทีละชิ้นทีละชิ้นเนื่องจากเป็นการเลือกเอกสารที่สำคัญ ถ้าอยากค้นว่าตระกูลของเราคือใคร เป็นอย่างไร ให้ไปค้นคว้าที่หอจดหมายเหตุ นอกจากเอกสารแล้ว ยังจะมีภาพเก่า หนังสือพิมพ์เก่าและเอกสารที่สำคัญต่าง ๆ
การจัดทำฐานข้อมูลและการประเมินคุณค่าของวัตถุ
การแสวงหาวัตถุต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เช่น การซื้อขาย การรับบริจาคหรือแสวงหาของจากชุมชน ของสะสมส่วนตัว เป็นต้น เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางและเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งการที่จะนำวัตถุชิ้นหนึ่งมาจัดแสดงนั้น ภัณฑารักษ์ หรือเจ้าหน้าที่ จำเป็นจำต้องมีความรู้พื้นฐาน ทั้งจากการอ่านหนังสือและประสบการณ์ของแต่ละคน มีความรู้ด้านกฎหมายว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นถูกกฎหมายหรือไม่ และด้านคุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ ภัณฑารักษ์ และสามารถใช้ความรู้ในการประเมินคุณค่าของวัตถุในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ความรู้ด้านกฎหมายของการจัดเก็บวัตถุ เมื่อพิพิธภัณฑ์มีวัตถุแสดงที่ทำจากงาช้างก็ต้องรายงานต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หรือจรรยาบรรณของผู้ทำงานพิพิธภัณฑ์ก็จะไม่สะสมของแบบเดียวกันกับหน่วยงานที่ทำงานอยู่
การจัดทำข้อมูลและการลงทะเบียนในพิพิธภัณฑ์แต่ละที่มีความแตกต่างกันไป ซึ่งมีการจัดระบบในการรักษาและทำบันทึกให้เป็นระบบ และสามารถทำให้สอดคล้องกับระบบทะเบียน ของหน่วยงานอื่น ๆ ในองค์กร ซึ่งการทำทะเบียนอย่างเป็นระบบนั้นจะสามารถสืบค้นได้ง่าย ลดความซ้ำซ้อนและความยุ่งยาก สามารถแยกระบุประเภท หมวดหมู ลำดับ และแหล่งที่มาได้
เอกสารทะเบียนวัตถุ คือ เอกสารสำคัญ ดังนั้นการทำเรื่องทะเบียนวัตถุจึงมีความสำคัญ การทำฐานข้อมูลอย่างง่ายด้วยการทำทะเบียนหรือบัญชีเดินทุ่ง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป คือ Microsoft Office (Microsoft Excel หรือMicrosoft Access) ใช้คำศึกษาค้นดูออกมาได้หรือใช้โปรแกรมให้เหมาะสมเพื่อสอดคล้องกับระบบทะเบียนของมหาวิทยาลัย เพราะมหาลัยแต่ละแห่งมีระบบทะเบียนครุภัณฑ์ ซึ่งเมื่อมีการรับวัตถุเข้ามาสิ่งที่ต้องดำเนินการ มีดังต่อไปนี้
1.การให้เลขวัตถุ
1.1 เป็นเลขวัตถุที่ให้แก่วัตถุแต่ละชิ้น โดยใช้หลักสากลเป็นเลขวิ่งประจำปี โดยให้เลขเป็น 2 ส่วน คือ ลำดับที่/ปีพุทธศักราช เช่น 1/2530 คือวัตถุที่ได้รับเป็นลำดับที่ 1ในปี พ.ศ 2530 และให้เลขเรียงลำดับไปจนสิ้นปี เมื่อขึ้นพุทธศักราชใหม่ คือ 1/2531
1.2 การให้เลขวัตถุกรณีเป็นชุดเดียวกัน การให้เลขวัตถุจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ลำดับที่/ปีพ.ศ./ของชิ้นที่ เช่น มีวัตถุลำดับที่ 2 ของปี 2530 ให้เลขดังนี้ 2/2530/1, 2/2530/2, 2/2530/3, 2/2530/4, 2/2530/5 เป็นชุดที่มี 5 รายการ
2.ลงบัญชีชั่วคราว
เป็นการทำบัญชีสำหรับใช้ควบคุมรายการวัตถุ ตามห้อง ตู้ หรือคลัง เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแล ก่อนลงบันทึกในสมุดทะเบียนฯ มีรายการที่ต้องบันทึก คือ 1) เลขที่ 2) เลขวัตถุ 3)ชื่อวัตถุ 4) ขนาด 5) ชนิด 6) สมัยหรือฝีมือช่าง 7) ตำนาน/ประวัติ

ภาพที่ ๒ ตัวอย่างการทำทะเบียนหรือบัญชีเดินทุ่ง
3.ทำบัตรวัตถุชั่วคราว
เป็นการทำป้ายบัตรผูกติดกับวัตถุทุกชิ้น เมื่อยังไม่ได้มีการทำทะเบียนและถ่ายภาพ เพื่อใช้ในการแบ่งแยกประเภทชนิดต่าง ๆมีรายการที่ต้องบันทึกในบัตรชั่วคราว คือ เลขประจำวัตถุ ชื่อวัตถุ ประวัติ
4.ถ้าวัตถุมีสภาพชำรุด ก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการอนุรักษ์อาจทำการอนุรักษ์เบื้องต้นก่อนแล้วจึงส่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่อนุรักษ์วัตถุโดยเฉพาะ
5.นำส่งภัณฑารักษ์ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ กำหนด อายุ สมัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการจัดเก็บหรือควรนำไปจัดแสดงที่ใดตามความถูกต้องเหมาะสม
6.ลงบันทึกในสมุดทะเบียน เป็นการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของวัตถุที่เข้ามาเป็นสมบัติถาวรของพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งข้อมูลทางวิชาการที่ภัณฑารักษ์ หรือนักวิชาการเฉพาะด้านกำหนด มีรายการที่ต้องบันทึกดังนี้
-
เลขลำดับ หมายถึงเลขที่เรียงลำดับ
-
เลขวัตถุ หมายถึงเลขทะเบียนของวัตถุแต่ละชิ้นตามระบบการให้เลขของพิพิธภัณฑสถาน
-
เลขอื่นที่เคยใช้ หมายถึงเลขอื่นๆ ที่เคยมี เช่น อาจเป็นเลขทะเบียนจากการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี
-
ชื่อวัตถุ หมายถึง ชื่อวัตถุแต่ละรายการ
-
ลักษณะวัตถุ หมายถึงการอธิบายรายละเอียดของวัตถุ
-
แบบสมัย หมายถึงการกำหนดแบบศิลปะต่างๆ ตามหลักการจำแนกอายุสมัย
-
อายุ หมายถึงการกำหนดอายุของโบราณวัตถุโดยกำหนดเป็นปีพุทธศักราช
-
/วัสดุ หมายถึงการบันทึกว่าวัตถุ นั้นทำจากวัสดุอะไร เช่น หิน ไม้ แก้ว ผ้า ฯลฯ
-
ขนาด หมายถึง การวัดขนาดของวัตถุแต่ละรายการ โดยใช้ระบบเมตริก
-
สภาพ หมายถึง การบรรยายสภาพวัตถุ สมบูรณ์ หรือชำรุดอย่างไร
-
ประวัติที่มา หมายถึง การอธิบายรายละเอียดที่มาของวัตถุ ได้มาอย่างไร
-
ที่เก็บ หมายถึง สถานที่เก็บรักษาของวัตถุ
-
หมายเหตุ ใช้บันทึกประวัติของวัตถุด้านการจัดแสดง การให้ยืม การเคลื่อนย้าย รวมถึงการอนุรักษ์

![]() IMG_5345 |
|---|
![]() IMG_4263 |
![]() IMG_5340 |
![]() IMG_4272 |
![]() IMG_4267 |
![]() IMG_4120 |
![]() IMG_4261 |
![]() IMG_4103 |
![]() IMG_5327 |
![]() IMG_5321 |
![]() IMG_4271 |
![]() IMG_4269 |
![]() IMG_4268 |
![]() IMG_4270 |
![]() IMG_5344 |
![]() IMG_1565 |
![]() IMG_4266 |
![]() IMG_4274 |
![]() IMG_2250 |
![]() IMG_2247 |
![]() IMG_4260 |
![]() IMG_2247 |
![]() IMG_2250 |
![]() IMG_4260 |
![]() IMG_5345 |
7.การเขียนเลขทำเครื่องหมายบนวัตถุ
วัตถุของพิพิธภัณฑสถานจำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ เพื่อป้องกันการสูญหาย และเพื่อสะดวกในการตรวจสอบ ก่อนเขียนควรศึกษาวัตถุแต่ละชนิดก่อนอย่างรอบคอบ ตำแหน่งที่เขียนและขนาดตัวอักษรต้องเหมาะสม ไม่เด่นชัดเกินไป และไม่ทำลายคุณค่าความสำคัญของวัตถุ วัสดุที่ใช้เขียนมีหลายชนิด ควรเลือกใช้วัสดุ ที่ไม่ทำลายความเสียหายต่อวัตถุ เช่น เลือกหมึกชนิดไร้กรด วัตถุประเภทไม้ โลหะ เครื่องปั้นดินเผา ก่อนการเขียนเลข ควรทาสารเคลือบผิวชนิดใสเป็นชั้นรองพื้น เลือกสารเคลือบผิวชนิดที่สามารถขจัดออกได้ด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ วัตถุประเภทผ้าควรตรึงแถบผ้าที่เขียนเลขแล้วบนวัตถุ อย่าเขียนเลขบนวัตถุโดยตรง
8.การวัดขนาด เกณฑ์การวัด มาตราที่ใช้วัด คือระบบเมตริก วัดเป็นเซ็นติเมตร การวัดมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คือ วัดส่วนที่สูงที่สุด ส่วนที่กว้างที่สุด เริ่มต้นวัดความสูงเป็นสิ่งแรก ต่อไปคือ กว้าง หนา หรือเส้นผ่าศูนย์กลาง หากมีฐานต้องวัดฐานด้วย หากเป็นเครื่องทอง เครื่องเงิน อัญมณี ฯลฯ นอกจากวักความสูง กว้าง หน้า หรือเส้นผ่าศูนกลางแล้ว ต้องชั่งน้ำหนักด้วย
9.การถ่ายภาพเพื่อการจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ ควรสวมถุงมือและจับต้องวัตถุด้วยมือทั้งสองข้าง หลีกเลี่ยงการหยิบยกบริเวณที่อาจชำรุดหรือแตกหัก วัตถุควรวางอย่างมั่นคงบนภาชนะ หรือรถเข็นขณะรอถ่ายภาพ ภาพที่ถ่ายต้องเห็นรูปทรงของวัตถุชัดเจน เป็นแบบ 3 มิติ เน้นมุมหรือด้านของวัตถุที่มีจุดเด่นพิเศษ เช่น ลวดลาย สี หรือรอยชำรุดต่าง ๆ หากวัตถุ มีจุดเด่นพิเศษอยู่ด้านหลัง ก็จะต้องถ่ายวัตถุนั้น ๆ ทั้ง 2 ด้าน ตัวอย่างเช่น การถ่ายวัตถุพวกภาชนะ ก็ควรให้เห็นทั้งด้านข้างที่มีลวดลาย พร้อมทั้งเห็นลักษณะของปาก ของภาชนะนั้น ๆ ด้วย หรือวัตถุที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ก็ควรให้เห็นทั้งด้านกว้าง ด้านยาว และด้านบนด้วย เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องมีการเขียนหมายเลขทะเบียนประจำวัตถุนั้น ๆ วางกำกับ พร้อมกับมีสเกลเทียบขนาดในขณะถ่ายทำด้วย
10.การทำบัตรประจำวัตถุ เมื่อลงทะเบียนโบราณวัตถุ ในสมุดทะเบียนแล้ว ต้องทำบัตรประจำวัตถุ เป็นบัตรขนาด 6x8 " พร้อมติดรูปถ่ายวัตถุ ขนาด 2x3 " และรายละเอียดเช่นเดียวกับสมุดทะเบียน
11. การเก็บรักษาหลักฐาน
-
สมุดทะเบียนเก็บรักษาในตู้ที่ใส่กุญแจ เพราะเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสูญหายไม่ได้
-
บัตรประจำวัตถุ เก็บในตู้เหล็กมีลิ้นชักสำหรับเก็บบัตรโดยเฉพาะ
-
จัดถ่ายไมโครฟิล์ม เพื่อเก็บรักษาข้อมูลอีกทางหนึ่ง
-
บันทึกลงในระบบคอมพิวเตอร์รูปแบบของฐานข้อมูล เพื่อให้บริการสืบค้นต่อไป
การนำเสนอคุณค่าและเรื่องราวของวัตถุ
หากเปรียบเทียบสิ่งของในการขึ้นทะเบียนของระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ สิ่งของทุกอย่างที่นี่ต้องขึ้นทะเบียน การขึ้นทะเบียนเช่น โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ จะมีราคาซื้อขายแต่เมื่อพอถึงเวลา10ปี ของชิ้นนี้จะมีมูลค่า เป็น 0 บาท แต่ว่าโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุ ป็นศิลปะ คุณค่าและราคามีแต่จะขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้น การประเมินคุณค่า จึงไม่ใช่การประเมินด้วยราคาเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าของที่บริจาคไม่ได้มีราคา แต่ก็มีหน้าที่ประเมินคุณค่าในด้านต่าง ๆยกตัวอย่างเช่น เช่น การทำเครื่องเขิน ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม ศิลปะ วิธีการผลิต ทุกวันนี้เป็นการเขียนลายลงไปบนเครื่องเขิน แต่อันนี้ใช้วิธีขูด ขูดลงไปบนเนื้อมัน ทุกวันนี้อาจมีคนทำอยู่แต่ไม่มีคนขายแล้ว ลวดลายต่างๆ แสดงถึงคุณค่าทางด้านศิลปะ คุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ของคนไทเขิน ประวัติศาสตร์คือการต่อสู้ของผู้คนที่อยู่ในสิ่งของต่างๆเหล่านี้ เศรษฐกิจการ เมืองการปกครอง ก็เป็นคุณค่าของการเคลื่อนย้ายผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขง การสร้างบ้านเรือน การปกครอง การมีอำนาจ คุณค่าทางด้านชาติพันธุ์วิทยา ชาติพันธุ์เขิน คุณค่าด้านเทคโนโลยีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้าน Lacquer were เป็นต้น
ภาพที่๕ การอธิบายการจัดทำฐานข้อมูลและการนำเสนอเรื่องราวคุณค่าของวัตถุ
ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง
การที่ประเมินคุณค่าได้นั้น จำเป็นจะต้องมีความรู้ เพราะถ้าไม่มีความรู้ก็ไม่สามารถประเมินคุณค่าไได้ ดังนั้นหมายความว่าเราต้องมีความรู้จริงๆในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่าง ระบบทะเบียนหรือระบบการเก็บข้อมูลไม่สำคัญเท่ากับการประเมินคุณค่า ถ้าไม่มีคุณค่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ มีความรู้ประเมินคุณค่าได้ และมีคลังเก็บวัตถุ นอกจากนี้ต้องจัดแสดงงานพิพิธภัณฑ์อยู่เสมอ การนำชมมันต้องมีวิธีการให้ความรู้ ไม่สามารถพูดแบบนกแก้วนกขุนทองได้ ต้องมีจินตนาการและเชื่อมโยงวัตถุระหว่างผู้คน บอกเล่าให้เกิดความซาบซึ้ง ซึ่งคือเทคนิคสำคัญในการนำชมเพราะจะตื่นเต้นมาก ทำให้ผู้ชมเกิดความผูกพันกับวัตถุเหล่านี้ ก็จะกระตุ้นให้เขามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ ซึ่งมีตัวอย่างของการประเมินคุณค่า สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ดังต่อไปนี้
1. ภาชนะใส่ของของชาวไทเขิน ซึ่งเป็น ภาชนะใส่ของที่ผลิตจากไม้ไผ่เคลือบด้วยยางรัก หรือ ชาติ เครื่องใช้รุ่นสุดท้ายที่ทำในชุมชนที่เชียงใหม่ ไทเขิน หรือ ไทขึน ไทเขินเป็นชนชาติหนึ่งในกลุ่มไต ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า ไทเขินเรียกตัวเองว่า “ขึน” ซึ่งมาจากชื่อแม่น้ำในเมืองเชียงตุงภาษาพูดและเขียนของไทเขินมีความคล้ายคลึงกันกับไทยองและไทลื้อ ในประเทศไทยพบชาวไทยเขินบริเวณสันป่าตอง สันกำแพง แม่แตง ดอยสะเก็ด และในเขตอำเภอเมือง ในจังหวัดเชียงใหม่ ไทขึนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คือ คนอพยพมาจากเมืองเชียงตุง อยู่ในช่วงยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ในช่วงพระเจ้ากาวิละมีการอพยพจากเชียงตุงเข้ามาอยู่เมืองเชียงใหม่ และผลิตเครื่องเขินซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทขึน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลูกหลานชาวไทเขินได้เปลี่ยนอาชีพ ทำให้เลิกผลิตเครื่องเขินแล้วประมาณ 40-50 ปี ซึ่งเครื่องใช้ของชาวไทยเขิน ที่นำมาจัดแสดง กลายเป็นเหมือนภาพสะท้อนว่าชีวิตที่รุ่งเรืองเป็นอย่างมากสมัยก่อน คำว่าเครื่องเขินที่สะท้อนคำว่าเอาชื่อไทเขินหรือไทขึนก็กลายเป็นชื่อของวัตถุ ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่มีการทำเครื่องเขินแล้วและกลายเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์ มีอาชีพ ชื่อเสียงและหน้าที่การงาน เช่น แอร์โฮสเตส อธิบดีกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่เรื่องราวและสิ่งของต่าง ๆ ก็ยังสามารถเชื่อมโยงชีวิตและการต่อสู้ของคน ผู้เล่าเรื่องอารยธรรม
๒.ช้อนรองเท้างาช้าง ที่แกะสลักลวดลายเป็นรูปช้าง ทำด้วยงาช้าง ซึ่ง ช้างในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขงเป็นสัตว์ชั้นสูงและมีความสำคัญ ซึ่งมีคำถามว่าเหตุใดถึงผลิตช้อนรองเท้าที่ทำด้วยงาช้างซึ่งคนแถบเอเชียจะไม่นิยมใช้ขึ้นมา วิเคราะห์ได้ว่า สิ่งนี้ไม่ได้ผลิตเพื่อคนรัฐฉานแต่ผลิตมาเพื่อรองรับความเป็นอาณานิคม เนื่องจาก ชาวเมียนมาร์ นิยมนุ่งโสร่งและใส่รองเท้าแตะคีบไม่นิยมใส่รองเท้าแบบอื่น ๆ เช่น การสักการะเจดีย์ชเวดากองไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ต้องถอดรองเท้า ตั้งแต่กษัตริย์ ถึงประชาชนทั่วไปก็ต้องถอดรองเท้าเดิน ห้ามใส่รองเท้าเดิน ซึ่งช่วงอังกฤษครองพม่านั้น อังกฤษไม่ยอมถอดรองเท้าก็เกิดกบฏเถื่อน ก็คือว่าต่อสู้ไม่ยอมที่ไส่รองเท้า ฉะนั้นหากศึกษาลงว่า จะพบว่า ช้อนรองเท้านี้ ได้สะท้อนภาพของการกดขี่ข่มเหงของเจ้าอานานิคมที่ไม่ยอมรับวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดภาพการต่อสู้ของผู้คนบางกลุ่ม เห็นราคาถูกสลักก็ไม่สวย ไม่มีงดงาม ไม่มีคุณค่า แต่จริงๆมีคุณค่าด้านการต่อสู้ของกลุ่มคนกับพวกเจ้าอาณานิคม
๓. กล้องสูบฝิ่น และ มีดกรีดฝิ่นที่ขูดฝิ่นที่เป็นของชาวบ้าน ซึ่งมีลักษณะธรรมดา ที่อาจจะไม่สวยงาม แต่แสดงถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมและการต่อสู้ของชาวบ้านๆ ว่าที่เค้าทำงานต้องปลูกฝิ่น ซึ่งแต่เดิมเป็นการค้าฝิ่นของกลุ่มอาณานิคมเพื่อขายให้กับคนเอเชีย แตะสุดท้ายฝิ่นเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ไปต่อสู้กับพวกอาณานิคม ซึ่งการนำเสนอที่ขูดฝิ่นและกล้องปูยาของพิพิธภัณฑ์ คือการต่อสู้ของชาวบ้าน การใช้ชีวิตของผู้คนซึ่งไม่ได้มีแต่ความสวยงาม
อาจารย์พลวัฒ ประพัฒน์ทอง เนื้อหาเบื้องต้น
นายฉัตรชนมงคล ภัสสรโยธิน ถอดเทป
อาจารย์พิมทรัพย์ พิมพิสุทธิ์ ประมวลและเรียบเรียง
รายการอ้างอิง
อัมไพ พรหมเมตจิต.(๒๕๕๓).ประวัติไทยเขิน.เข้าถึงทาง https://www.gotoknow.org/posts /305786สืบค้นเมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๙
การจัดทำทะเบียนวัตถุพิพิธภัณ์.(๒๕๕๐).เข้าถึงทาง http://www.openbase.in.th/node/871สืบค้นเมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๙
ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ.(2554)การบริหารงานหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์.สมาคมจดหมายเหตุสยาม ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2553-มิถุนายน2554 เข้าถึงทาง http://haab.catholic.or.th/history/ haabonline/arch/arch.htmlสืบค้นเมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๙


























